มนุษย์รักการเล่าเรื่องมาตั้งแต่ก่อนมีตัวอักษร นั่นจึงทำให้นิทาน ตำนาน เทพนิยาย หรือแม้แต่วรรณกรรมคลาสสิก ไม่เพียงทำหน้าที่มอบความบันเทิง หากยังเป็นคลังความคิดที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เรื่องราวของวีรบุรุษ เทพเจ้า เด็กหญิงผู้หลงเข้าไปในโลกมหัศจรรย์ หรือพิธีกรรมลึกลับของผู้คนในอดีต ล้วนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินทุกยุคทุกสมัยได้หยิบกลับมาตีความใหม่อย่างไม่รู้จบ
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 วิธีการเล่าเรื่องย่อมเปลี่ยนแปลงไป ศิลปะการแสดงร่วมสมัยไม่ได้มุ่งบอกเล่าเรื่องราวตามต้นฉบับเพียงอย่างเดียว แต่กลับเลือกใช้ร่างกาย การเคลื่อนไหว แสง สี เสียง และเทคโนโลยี ในการตั้งคำถาม ตีความ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมค้นหาความหมายด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ การชมการแสดงร่วมสมัยจึงเปรียบเสมือนการออกเดินทางสู่โลกของตำนานและวรรณกรรมที่เราคุ้นเคย ผ่านสายตาของศิลปินในยุคปัจจุบัน ซึ่งมองเรื่องเล่าเหล่านั้นด้วยบริบท ค่านิยม และความกังวลของโลกสมัยใหม่
การแสดงทั้งสี่เรื่องที่เราคัดเลือกมาในบทความนี้ ล้วนสะท้อนพลังของการตีความ ผ่านตำนานกรีกโบราณที่ถูกนำมาตั้งคำถามถึงความสมบูรณ์แบบในโลกศิลปะ วรรณกรรมเยาวชนอันเป็นที่รักซึ่งถูกแปลงเป็นโลกแห่งกายกรรมเหนือจินตนาการ พิธีกรรมโบราณที่ได้รับชีวิตใหม่ผ่านจังหวะและวัฒนธรรมละตินอเมริกา ไปจนถึงการแสดงร่วมสมัยที่ผสานแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ อารยธรรมโบราณ และเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21
เมื่อมองรวมกัน การแสดงเหล่านี้เชิญชวนทุกท่านให้ร่วมเดินทางสำรวจว่า เรื่องเล่าที่มนุษย์สร้างขึ้นในอดีต ยังคงมีพลังมากพอที่จะถูกเล่าซ้ำ เปลี่ยนรูป และสร้างความหมายใหม่ได้อย่างไรในโลกปัจจุบัน

The Pygmalion Effect ตำนานกรีกโบราณและการเดินทางแห่งความเชื่อมั่น
The Pygmalion Effect เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่กล่าวว่า พลังแห่งความเชื่อจะนำไปสู่ความจริง ปรากฏการณ์นี้อ้างอิงที่จากตำนานกรีกโบราณเกี่ยวกับประติมากรผู้มีพรสวรรค์นามพิกมัลเลียน (Pygmalion) ซึ่งได้สร้างสรรค์รูปปั้นหญิงสาวในอุดมคติขึ้นมา รูปปั้นนี้งดงามราวกับมีชีวิต สมบูรณ์แบบจนยากจะหาใดเปรียบ พิกมัลเลียนปฏิบัติต่อรูปปั้นราวกับเป็นหญิงสาวจริงๆ เขามอบของขวัญ แต่งกายให้รูปปั้นด้วยเสื้อผ้าสวยงาม และจุมพิตเธออยู่เสมอ
ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า พิกมัลเลียนจึงได้รับพรจากอโฟรไดที (Aphrodite) เทพีแห่งความรัก ทำให้รูปปั้นอันแสนงามกลายเป็นหญิงสาวที่มีเลือดเนื้อ ทั้งสองจึงได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข
ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เสนอว่า “หากเราเชื่อมั่นใจสิ่งใด สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้” กล่าวคือ เมื่อมีใครสักคนเชื่อมั่นในตัวเรา เราก็มักมีแนวโน้มที่จะพยายามและทำได้ตามความคาดหวังนั้น โดยมีการอธิบายว่า ความควาดหวังหรือความเชื่อของบุคคลหนึ่งย่อมส่งผลให้เขาปฏิบัติต่อเราด้วยความใส่ใจและให้โอกาส การได้รับการปฏิบัติเหล่านี้เอง ส่งผลให้มนุษย์เกิดความมั่นใจ เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และนำไปสู่ผลลัพท์ที่ดีตรงตามความคาดหวังในตอนแรก
ตำนานกรีกโบราณที่ผสมผสนาแนวคิดด้านจิตวิทยาได้ถูกนำมาตีความผ่านผลงานล่าสุดของบอริส ไอฟ์มัน (Boris Eifman) นักออกแบบท่าเต้นและผู้กำกับศิลป์ระดับโลก ที่ได้หยิบเอาเรื่องราวคลาสสิกมาเล่าผ่านเวทีบัลเลต์ร่วมสมัย โดยเปลี่ยนให้ประติมากรรมหนุ่มกลายเป็นนักเต้นบอลรูมชื่อดัง ผู้ตั้งใจจะปั้นหญิงสาวหัวรั้นจากสลัมให้กลายมาเป็นนักเต้นระดับอัจฉริยะ
ผ่านการแสดงนี้ ไอฟ์มันพยายามสร้างภาพสะท้อนทางศิลปะและปรัชญาเกี่ยวกับความยืดหยุ่นอันน่าทึ่งของมนุษย์และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างคาดไม่ถึง เมื่อมีเป้าหมายและความปรารถนาเป็นแรงผลักดัน มนุษย์เรานั้นอาจทำในสิ่งที่ยากจะเกิดให้กลายเป็นจริงได้ โดยเขาเลือกให้การเดินทางแห่งความเชื่อนี้มีดนตรีอันทรงพลังของ โยฮันน์ สเตราสส์ บุตร (Johann Strauss II) ราชาแห่งเพลงวอลซ์ มาเป็นส่วนประกอบสร้างที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านทั้งภายนอกและภายในของตัวละคร
บนฟลอร์เต้นรำ ผู้คนอาจเท่าเทียมกันไม่ว่าจะมาจากสลัมหรือพระราชวัง แต่ในชีวิตจริง อดีตที่ฝังลึกอยู่ในตัวเราย่อมไม่สามารถถูกลบเลือนได้โดยง่ายดาย ท้ายที่สุดแล้ว นักเต้นหน้าใหม่จะสามารถข้ามผ่านขวากหนามและกลายเป็นดอกไม้งามตามความเชื่อของครูฝึกได้หรือไม่ มาร่วมลุ้นไปด้วยกันในผลงานชิ้นล่าสุดของบอริส ไอฟ์มัน The Pygmalion Effect
-รอบการแสดง-
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2026 เวลา 19.00 น.

Alice in Wonderland โลกมหัศจรรย์ที่ไม่มีวันหมดอายุ
อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) เป็นวรรณกรรมชิ้นโบแดงที่ประสบความสำเร็จแทบทุกทางไม่ว่าจะในฐานะวรรณกรรมสำหรับนักอ่าน แอนิเมชันสำหรับเด็ก หรือไลฟ์แอ็กชันสำหรับผู้ชมทั่วไป ผลงานชิ้นนี้ประพันธ์ขึ้นโดยนักเขียนชาวอังกฤษ – ลูอิส แครอลล์ (Lewis Carroll) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสังคมยุควิกตอเรียนที่ก้าวหน้าจากการปฏิวัติอุตสากรรม แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งกฎระเบียบที่เคร่งครัดจนดูน่าขบขันหากมองกันจากสายตาของเด็กไร้เดียงสา
ความพิเศษของวรรณกรรมชิ้นนี้ ซ่อนอยู่ในโลกอันแสนแปลกประหลาดที่หยิบเอาชิ้นส่วนต่างๆ ในชีวิตจริงมาตีความใหม่ ตัวละครอย่างกระต่ายขาวที่วิ่งแข่งกับเวลา นำเสนอความกังวลของผู้ใหญ่ผู้ติดอยู่ในกับดักของเวลา ช่างทำหมวกนำเสนออันตรายของสารเคมีในยุคนั้นที่ทำให้ช่างทำหมวกจำนวนมากมีอาการหลอนประสาท ส่วนราชินีสีแดงและสีขาว ก็เล่าถึงสองด้านที่ต่างกันของผู้ใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นจอมบงการชอบแสดงอำนาจ อีกด้านคือความอ่อนแอและต้องการที่พึ่ง ตัวละครที่มีเสน่ห์เหล่านี้ ทำให้โลกของอลิซสามารถโลดแล่นได้ผ่านศิลปะทุกแขนงไม่เว้นแม้แต่การแสดงกายกรรม
ในการแสดง Alice in Wonderland ครั้งนี้ คณะ Wings Show Production เลือกนำผู้ชมเข้าสู่โลกมหัศจรรย์ผ่านการผสมผสานระหว่างละครเวที การเต้น และศิลปะกายกรรม โดยใช้ฉาก LED ขนาดใหญ่ เครื่องแต่งกายสีสันสดใส และการแสดงผาดโผนกลางอากาศเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการ “หลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์” มากกว่าการนั่งชมเรื่องราวอยู่ห่างๆ
ผู้ชมจะได้พบกับราชินีสีขาว ราชินีสีแดง กระต่ายขาว ช่างทำหมวก และตัวละครสำคัญจากวรรณกรรมต้นฉบับในรูปแบบใหม่ ตั้งแต่การเต้นรำใต้โคมระย้าคริสตัล การผจญภัยในสวนกุหลาบ ไปจนถึงฉากการต่อสู้กับมังกรที่สร้างขึ้นผ่านเทคนิคภาพร่วมสมัยบนจอ LED
เสน่ห์สำคัญของโชว์นี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำโลกที่เรารักกลับมาให้เห็นกันอีกครั้ง แต่เป็นการพาผู้ชมทุกวัยกลับไปสัมผัสความรู้สึกแบบเดียวกับอลิซในวันที่เธอก้าวผ่านโพรงกระต่ายเป็นครั้งแรก
ชวนทุกท่านออกเดินทางสู่โลกที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ที่ซึ่งกฎเกณฑ์ของความเป็นจริงอาจไม่สำคัญเท่าพลังแห่งจินตนาการ ไปกับ Alice in Wonderland by Wings Show Production ทีมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติผู้พร้อมเปลี่ยนภาพฝันให้กลายเป็นโลกที่จับต้องได้บนเวที
-รอบการแสดง-
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2026 เวลา 14:30 น.

RITE พิธีกรรมโบราณฟื้นคืนชีพผ่านการเคลื่อนไหวร่วมสมัย
หากกล่าวถึงผลงานที่สั่นสะเทือวงการศิลปะการแสดงในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ The Rite of Spring ย่อมถูกกล่าวถึงอย่างไม่ต้องสงสัย ผลงานของคีตกวีชาวรัสเซีย อิกอร์ สตราวินสกี (Igor Stravinsky) เล่าเรื่องพิธีกรรมโบราณที่หญิงสาวผู้หนึ่งถูกเลือกให้เต้นรำจนสิ้นชีวิตเพื่อเป็นเครื่องบูชาแก่ธรรมชาติและการถือกำเนิดของฤดูใบไม้ผลิ
แต่เมื่อการแสดงเปิดม่านขึ้นณ กรุงปารีสในปี 1913 กลับนำไปสู่กรณีอื้อฉาวเมื่อผู้ชมจำนวนหนึ่งไม่พอใจกับดนตรีที่เต็มไปด้วยจังหวะอันแปลกใหม่ เสียงประสานที่จงใจขัดแย้งกัน รวมถึงท่าเต้นที่ละทิ้งความงดงามแบบบัลเลต์ดั้งเดิม จนเกิดความโกลาหลภายในโรงละคร บ้างก็ว่าเสียงโห่ร้องดังมากจนสตราวินสกีต้องไปยืนหลังเวทีเพื่อช่วยนักเต้นรักษาจังหวะการแสดง จนท้ายที่สุดแล้วต้องมีการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเพื่อควบคุมสถานการณ์
สำหรับการแสดงชิ้นนี้ สตราวินสกีได้รับแรงบันดาลใจจากนิทานพื้นบ้านรัสเซียและความทรงจำเกี่ยวกับฤดูใบไม้ผลิในยุโรปตะวันออก ทำนองเปิดเรื่องซึ่งบรรเลงโดยบาสซูนในช่วงเสียงสูงผิดปกติ แทนที่นักบัลเลต์จะกระโดดด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่กลับกระทืบเท้าด้วยท่าทางแข็งขัน ผู้ชมในยุคนั้นนึกว่าตัวเองกำลังดูพิธีกรรมดึกดำบรรพ์มากกว่าบัลเลต์ ทั้งหมดนี้ทำให้ The Rite of Spring กลายเป็นผลงานที่ท้าทายทั้งสายตา หู และความคาดหวังของผู้ชม จนได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของศิลปะการแสดงสมัยใหม่
กว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา ผลงานระดับตำนานชิ้นนี้ได้รับการตีความอีกครั้งโดย เดโบราห์ โคลเกอร์ (Deborah Colker) หนึ่งในนักออกแบบท่าเต้นร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ผู้สร้างสรรค์การแสดง OVO ให้กับ Cirque du Soleil ออกแบบการเคลื่อนไหวในพิธีเปิดโอลิมปิก Rio 2016 และกำกับโอเปราบนเวที Metropolitan Opera ในนครนิวยอร์ก
ในเวอร์ชั่นนี้ เดโบราห์ โคลเกอร์ยังคงรักษาแก่นสำคัญของเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดชีวิต การเสียสละ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเอาไว้ แต่เลือกนำเสนอผ่านมุมมองใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมบราซิล จังหวะดนตรีอันเร่าร้อน และภาษาการเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยพลังทางกายภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของคณะ
หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของการแสดงคือการใช้ไม้ไผ่เป็นส่วนสำคัญของฉากและการเคลื่อนไหว ไผ่เป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติ ต้นกำเนิด และวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ร่างกายของนักเต้นจะเคลื่อนไหวท่ามกลางโครงสร้างที่เปลี่ยนรูปอยู่ตลอดเวลา ราวกับกำลังต่อสู้ ปรับตัว และแสวงหาความสมดุลกับโลกที่อยู่รอบตัว ทำให้เวทีนี้ผสมผสานทั้งดนตรีคลาสสิก ตำนานโบราณ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ถ่ายทอดคำถามสำคัญเกี่ยวกับต้นกำเนิดและความต่อเนื่องของชีวิตบนโลกผ่านภาพที่ทั้งงดงามและทรงพลัง
สำหรับผู้ชมที่ต้องการสัมผัสว่าผลงานซึ่งเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้โลกเมื่อกว่าร้อยปีก่อน จะสามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร RITE คือหนึ่งในการแสดงที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
-รอบการแสดง-
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 19.00 น.

Murmuration Level 2 ฝูงนกและลวดลายโบราณกับตีความผ่านการเคลื่อนไหว
ฝูงนกนับพันตัวที่เคลื่อนไหวพร้อมกันบนท้องฟ้า โดยไม่มีผู้นำ ไม่มีคำสั่ง และไม่มีสัญญาณใดให้เห็น คือหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สร้างความพิศวงให้มนุษย์มาอย่างยาวนาน ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Murmuration กล่าวถึงการเคลื่อนที่ประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ของฝูงนก ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ตลอดเวลา ราวกับว่าพวกมันล้วนมีจิตสำนึกร่วมกัน
แรงบันดาลใจดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดโดยนักออกแบบท่าเต้นชาวฝรั่งเศส ซาเด็ก แบร์ราบาห์ (Sadeck Berrabah) ผู้สร้างชื่อจากผลงานไวรัลที่มียอดรับชมหลายล้านครั้ง และเคยร่วมงานกับศิลปินระดับโลกอย่าง Shakira, Black Eyed Peas รวมถึงพิธีส่งมอบธงโอลิมปิกจาก Tokyo 2020 สู่ Paris 2024
หัวใจของ Murmuration Level 2 คือการเปลี่ยนความพร้อมเพรียงให้กลายเป็นศิลปะการแสดง นักเต้นกว่า 30 ชีวิตเคลื่อนไหวราวกับเป็นร่างเดียวกัน ผ่านเทคนิคการเต้นที่เรียกว่า tutting ซึ่งใช้แขนและมือสร้างรูปทรงเรขาคณิตอันซับซ้อน ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายและสัญลักษณ์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณ เมื่อการเคลื่อนไหวของคนเพียงคนเดียวถูกขยายออกเป็นกลุ่มใหญ่ ภาพที่เกิดขึ้นบนเวทีจึงคล้ายสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังหายใจ เคลื่อนไหว และเปลี่ยนรูปร่างอยู่ตลอดเวลา
ความน่าทึ่งของโชว์นี้ อยู่ที่ความแม่นยำอันเหลือเชื่อของร่างกายมนุษย์ ทุกองศาของแขน ทุกจังหวะของมือ และทุกการเคลื่อนไหวของนักเต้นถูกควบคุมอย่างละเอียดจนเกิดเป็นภาพลวงตาทางสายตาที่ทั้งงดงามและชวนตื่นตะลึง ราวกับผู้ชมกำลังมองดูภาพกราฟิกดิจิทัลที่มีชีวิตอยู่ตรงหน้า และเมื่อนำมาประกอบเข้ากับการออกแบบแสง เสียง และดนตรีร่วมสมัย Murmuration Level 2 จึงเป็นประสบการทางสายตา ที่ผสนานธรรมชาติ เทคโนโลยี และศักยภาพของร่างกายมนุษย์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
หลังสร้างปรากฏการณ์บัตร Sold Out ทุกรอบและดึงดูดผู้ชมมาแล้วกว่า 300,000 คน ครั้งนี้คณะกลับมากับ MURMURATION LEVEL 2 ที่ทะยานไปไกลกว่าเดิม เตรียมตัวให้พร้อม เพราะพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวบนเวที อาจทำให้คุณขยับไปตามจังหวะโดยไม่รู้ตัว
-รอบการแสดง-
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 19.00 น.