ทุกครั้งที่ม่านการแสดงถูกเปิดออก นอกจากเรื่องราวมากมายที่ถูกถ่ายทอดผ่านแสงสี ศิลปะการแสดงเหล่านี้ ยังทำหน้าที่เป็นดั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชมเดินทางข้ามเวลาไปสัมผัสความคิด ความรัก ความฝัน และความเจ็บปวดของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ผ่านดนตรี การเต้น และภาพบนเวทีที่มีชีวิต
ในปีนี้ Bangkok’s International Festival of Dance & Music ยังคงทำหน้าที่เช่นนั้นได้อย่างงดงาม ผ่านโปรแกรมการแสดงที่เหมือนการจัดรวบรวมเส้นทางประวัติศาสตร์ยุโรปไว้บนเวทีเดียว ตั้งแต่โลกเรอเนซองส์ของ Romeo and Juliet โลกแห่งราชสำนักและจินตนาการใน Cinderella จักรวรรดิรัสเซียอันเต็มไปด้วยแรงกดดันทางอำนาจใน Russian Hamlet ไปจนถึงสังคมเมืองยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมใน La Traviata
ทั้งสี่เรื่องอาจดูแตกต่างกัน แต่เมื่อมองลึกลงไป การแสดงเหล่านี้ล้วนสะท้อนช่วงเวลาสำคัญของยุโรปในแต่ละศตวรรษ ยุคที่มนุษย์เริ่มตั้งคำถามกับความรักและหน้าที่ ยุคที่ราชสำนักกลายเป็นศูนย์กลางของรสนิยมและแฟชั่น ยุคแห่งการก่อร่างสร้างจักรวรรดิที่เต็มไปด้วยการหักหลังและความโดดเดี่ยว และยุคสมัยที่ความรักต้องปะทะกับชนชั้น ศีลธรรม ภายใต้กรอบทุนนิยมที่กำลังเติบโต
การชมการแสดงเหล่านี้จึงไม่ต่างจากการท่องประวัติศาสตร์ผ่านศิลปะการแสดง เพราะทุกเครื่องแต่งกาย ทุกท่วงท่าการเต้น ทุกทำนองดนตรี และทุกโศกนาฏกรรมบนเวที ล้วนมีแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากโลกจริงในอดีต ที่ยังคงสะเทือนอารมณ์ของผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

อิตาลียุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เมื่อการแต่งงานคืออำนาจทางเศรษฐกิจ
ความรักของโรมิโอกับจูเลียตอาจติดตราตรึงใจผู้ชมร่วมสมัย แต่หากมองย้อนกลับไปยังอิตาลียุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ความรักแบบหนุ่มสาวกลับไม่ใช่รากฐานของชีวิตสมรส สังคมอิตาลีในยุคนั้นให้ความสำคัญกับ “วงศ์ตระกูล” มาเป็นอันดับแรก ครอบครัวชนชั้นสูงไม่ได้มองการแต่งงานเป็นเรื่องส่วนตัวของลูกหลาน แต่เป็นการสร้างพันธมิตรระหว่างครอบครัว การรักษาทรัพย์สิน และการขยายอิทธิพลทางสังคม
ผู้เป็นพ่อในฐานะประมุขของบ้าน มีสิทธิ์เด็ดขาดในการตัดสินใจเลือกคู่ครองให้บุตรสาว เนื่องจากลูกสาวนั้นถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรของครอบครัว การแต่งงานจึงไม่ต่างจากการเจรจาทางการเมืองหรือธุรกิจรูปแบบหนึ่ง ดังที่บิดาของจูเลียตกล่าวกับเธอว่า หากยอมสมรสกับปารีส ซึ่งเป็นคนที่บิดาจัดหาให้ เธอจะได้ “ครอบครองทุกอย่างที่เขามี โดยการได้เขาเป็นสามี เธอจะไม่สูญเสียสิ่งใดเลย”
ด้วยบริบทเช่นนี้ ความรักแบบหนุ่มสาว จึงกลายเป็นสิ่งอันตราย การเลือกคู่ครองด้วยตนเอง โดยเฉพาะการตกหลุมรักกับชายที่ไม่เหมาะสมอย่างโรมิโอซึ่งมาจากตระกูลของศัตรู ถือเป็นการต่อต้านโครงสร้างอำนาจของสังคมอย่างรุนแรง กรณีอื้อฉาวเช่นนี้ย่อมต้องพบกับโศกนาฎกรรมอย่างไม่ต้องสงสัย
น่าสนใจว่า เชกสเปียร์ ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เลือกใช้อิตาลีเป็นฉากหลังของเรื่องรักต้องห้าม นั่นเป็นเพราะในสายตาชาวอังกฤษยุคนั้น อิตาลีถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งอารมณ์และความหลงใหล พวกเขาเปิดเผยเรื่องความรู้สึกและแรงปรารถนามากกว่าชาวอังกฤษผู้นับถือโปรเตสแตนต์ดังนั้นจึงเป็นเวทีเอกที่โศกนาฏกรรมสามารถโลดแล่นได้อย่างมีสีสันและจับหัวใจ
สำหรับผู้ชมในปีนี้ โศกนาฏกรรมแห่งยุคเรอเนซองส์ จะถูกนำกลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านการแสดงบัลเลต์ Romeo and Julietโดย The Bolshoi Theatre of Belarus หนึ่งในคณะบัลเลต์สำคัญของยุโรปตะวันออก ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการผสมผสานเทคนิคคลาสสิกอันแข็งแกร่งเข้ากับพลังทางการแสดงเชิงดราม่า ผู้ชมจึงไม่ได้เพียงชมการเต้น แต่กำลังเห็นอารมณ์ ความขัดแย้ง และโศกนาฏกรรมถูกถ่ายทอดผ่านร่างกายมนุษย์อย่างเข้มข้น
ความน่าสนใจของการแสดงชุดนี้ มาจากแนวคิดการประพันธ์ของเซอร์เกย์ โปรโคเฟียฟ (Sergei Prokofiev) ในปี 1935 ที่ตั้งใจนำเสนอบัลเลต์เรื่องนี้ในแนว “drambalet” หรือ dramatic ballet ซึ่งเป็นการทำให้บัลเลต์ กลายเป็นศิลปะที่เล่าเรื่องและเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น แทนการเน้นเพียงความงามเชิงเทคนิคของท่วงท่าเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์คือ Romeo and Juliet ในเวอร์ชั่นนี้เต็มไปด้วยพลังทางอารมณ์ การเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคล้ายละครเวที และดนตรีอันทรงพลังซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในสกอร์บัลเลต์ที่สำคัญที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 20
สำหรับผู้ชมร่วมสมัย การได้ชม Romeo and Juliet ในรูปแบบบัลเลต์จึงเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากการอ่านบทละครหรือชมเวอร์ชันภาพยนตร์โดยสิ้นเชิง ผู้ชมจะได้เห็นฉากงานเต้นรำอันหรูหราของตระกูลใหญ่แห่งเวโรนา การเผชิญหน้าระหว่างสองตระกูลที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด รวมถึงความรักของโรมิโอและจูเลียตที่ถูกถ่ายทอดผ่านท่าเต้นอันโด่งดังซึ่งถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในฉากคู่รักที่งดงามที่สุดในโลกบัลเลต์
-รอบการแสดง-
วันพุธที่ 9 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.

โลกแห่งแวร์ซาย เมื่อรองเท้าแก้วสะท้อนอำนาจของราชสำนัก
ซินเดอเรลล่า เป็นนิทานพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในโลกของเรานี้ มีนิทานที่เกี่ยวข้องกับ “หญิงสาวแสนสวยจิตใจดี ถูกรังแกจากสังคมรอบข้าง แต่ได้พบรักกับเจ้าชายโดยมีรองเท้าเป็นสื่อกลาง” อยู่มากมายหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นที่คุ้นหูคุ้นตากันมากที่สุด คือเวอร์ชั่นของชาร์ล แปร์โรลต์ (Charles Perrault) ซึ่งถูกเขียนขึ้นร่วมสมัยกับราชสำนักของกษัตริย์หลุยส์ที่ 14
ความน่าสนใจของเวอร์ชั่นนี้คือการเปลี่ยนวัสดุของร้องเท้าจากทองคำหรือผ้าไหม ให้กลายเป็นแก้ว เนื่องจากแก้วในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ถือเป็นวัสดุหรูหราและมีมูลค่าสูงมาก ขนาดมีแนวคิดว่ารองเท้าแก้วอาจเป็นทั้งการอ้างอิงและการเสียดสีวัฒนธรรมราชสำนักฝรั่งเศส
ชาร์ล แปร์โรลต์มีส่วนร่วมในโครงการก่อสร้างพระราชวังแวร์ซาย และทราบดีถึงความหมกมุ่นของหลุยส์ที่ 14 ต่อการสร้างโถงกระจก (Hall of Mirrors) โดยอุตสาหกรรมการผลิตแก้วในยุคนั้น กำลังถูกพัฒนาขึ้นอย่างแข็งขันเพื่อเอาชนะเวนิส – ศูนย์กลางการผลิตแก้วเจ้าใหญ่ในยุโรป
โรงงานทำแก้วในสมัยก่อน ต้องอาศัยวัตถุดิบสำคัญยกตัวอย่างเช่น ทราย ผงถ่าน หินปูน ฯลฯ ชาร์ล แปร์โรลด์ทราบวิธีการผลิตแก้วเป็นอย่างดีดังนั้นในฉากที่ซินเดอเรลล่าได้รับการแปลงโฉมโดยนางฟ้า รองเท้าธรรมดาที่เลอะเทอะไปด้วยขี้เถ้าและผงถ่านจึงถูกเปลี่ยนผ่านให้กลายเป็นแก้ว
การที่ซินเดอเรลล่าสามารถเดินบนแก้วได้ แสดงให้เห็นถึงชาติกำเนิดที่สูงส่ง เหมาะสมกับราชสำนักโดยธรรมชาติ และเมื่อรองเท้าแก้วนำพาเธอไปสู่จุดจบแบบ happy ending มันก็อาจสะท้อนชัยชนะของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งกลายเป็นศูนย์รวมทางแฟชั่นและความหรูหราดั่งเทพนิยายของทวีปยุโรปภายใต้การนำพาของกษัตริย์แห่งพระอาทิตย์
และในปีนี้ โลกแห่งรองเท้าแก้วและราชสำนักอันหรูหรา จะถูกปลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้งผ่านการแสดงบัลเลต์ Cinderella โดย The Bolshoi Theatre of Belarus คณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงด้านการตีความวรรณกรรมคลาสสิก ผ่านงานออกแบบฉาก/เครื่องแต่งกายที่งดงาม และการเล่าเรื่องผ่านภาษาทางกายที่เข้าถึงอารมณ์ผู้ชมได้อย่างจับหัวใจ
ซินเดอเรลล่าในเวอร์ชั่นบัลเลต์ประพันธ์โดยเซอร์เกย์ โปรโคเฟียฟ (Sergei Prokofiev) หนึ่งในนักประพันธ์ดนตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเขาเริ่มแต่ง Cinderella ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1940–1944 ก่อนเปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่ Bolshoi Theatre ในปี 1945 ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบัลเลต์ที่ไพเราะและเปี่ยมเสน่ห์ที่สุดของโปรโคเฟียฟ เต็มไปด้วยดนตรีอันอ่อนหวาน ฉากแฟนตาซีอลังการ และจังหวะการเต้นที่ผสมทั้งความโรแมนติก ความตลก และความมหัศจรรย์ไว้ในเรื่องเดียว
สิ่งที่ทำให้ Cinderella ในรูปแบบบัลเลต์น่าสนใจ คือการที่เรื่องราวซึ่งผู้ชมคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็ก ถูกถ่ายทอดใหม่โดยไม่ต้องพึ่งบทพูด ผ่านการนำเสนอของ The Bolshoi Theatre of Belarus ผู้ชมจะได้สัมผัสโลกของซินเดอเรลล่าผ่านเสียงออร์เคสตรา การเคลื่อนไหวของนักเต้น และภาพบนเวทีที่เปลี่ยนแปลงราวกับเวทมนตร์ ตั้งแต่งานเต้นรำในพระราชวัง ฉากนาฬิกาตีเที่ยงคืน ไปจนถึงช่วงเวลาที่หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยขี้เถ้ากลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของทั้งราชสำนัก รับรองว่าประสบการณ์ครั้งนี้ย่อมแตกต่างจากนิทานที่เคยอ่านมาอย่างแน่นอน
-รอบการแสดง-
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.

เมื่อจักรวรรดิของแคทเธอรีนมหาราชินีนำไปสู่ชะตากรรมของ “แฮมเลตแห่งรัสเซีย”
ยุคสมัยของพระนางแคทเธอรีนมหาราชินี ถือเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิรัสเซียขยายอำนาจอย่างมหาศาล พระนางสนับสนุนศิลปะ วรรณกรรม และวัฒนธรรมตะวันตก จนราชสำนักรัสเซียค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจที่หรูหราและทะเยอทะยานที่สุดของยุโรป อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองนั้นกลับเต็มไปด้วยการหลอกลวง การแย่งชิงอำนาจ และความไม่ไว้วางใจกันระหว่างบุคคลร่วมสายเลือด
หนึ่งในบุคคลที่สะท้อนด้านมืดของโลกใบนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือเจ้าชายพอล – รัชทายาทผู้ต่อมาจะกลายเป็นจักรพรรดิพอลที่ 1 ชีวิตของพระองค์เต็มไปด้วยปริศนา จนได้รับฉายาว่า “แฮมเลตแห่งรัสเซีย” เนื่องจากมีความคล้ายคลึงอย่างน่าประหลาดกับตัวละครแฮมเลตของเชกสเปียร์ ทั้งในด้านการสูญเสียพระบิดาอย่างมีเงื่อนงำ ความสัมพันธ์อันเย็นชากับพระมารดา และการเติบโตขึ้นท่ามกลางโลกของการเมืองในราชสำนักที่เต็มไปด้วยการทรยศและความไม่ไว้วางใจ
พระบิดาของพอล คือจักรพรรดิปีเตอร์ที่ 3 พระองค์ถูกโค่นอำนาจและปลงพระชนม์หลังการรัฐประหารในปี 1762 เปิดทางให้พระมเหสีอย่างพระนางแคทเธอรีนได้ขึ้นครองอำนาจแทน แม้เจ้าชายพอลจะกลายเป็นรัชทายาท แต่พระองค์กลับต้องใช้เวลาถึง 34 ปี ใต้อำนาจและความเย็นชาของผู้เป็นแม่
สำหรับนักออกแบบท่าเต้นและผู้กำกับศิลป์ระดับโลกอย่าง บอริส ไอฟ์มาน (Boris Eifman) ชะตาชีวิตของเจ้าชายพอลคือโศกนาฏกรรมทางจิตวิญญาณ เขานิยามการแสดง “Russian Hamlet” ซึ่งเป็นบัลเลต์แนวร่วมสมัยว่า “เป็นจินตนาการทางการแสดง มากกว่าละครอิงประวัติศาสตร์” เนื่องจากบัลเลต์ของเขาไม่ได้จำลองภาพความจริงอย่างเคร่งครัด แต่พยายามสำรวจโลกภายในจิตใจของเจ้าชายผู้เปราะบาง ผู้ถูกอำนาจ ความโดดเดี่ยว และความหวาดกลัวกลืนกินชีวิต
ตัวละครพอลในบัลเลต์ ไม่ต่างจากแฮมเลตแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ผู้ต้องดิ้นรนอยู่ระหว่างอุดมคติ ความทะเยอทะยาน และโลกแห่งอำนาจที่บิดเบี้ยว ความน่าสนใจของ Russian Hamlet อยู่ที่การผสมผสานระหว่างวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และภาษาทางกายเข้าด้วยกันอย่างเข้มข้น
การแสดงของคณะ Eifman Ballet มีชื่อเสียงระดับโลกจากการผลักขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ นักแสดงบนเวทีใช้ร่างกายถ่ายทอดสภาวะทางจิตใจอันซับซ้อนผ่านการเคลือนไหวที่รวดเร็ว รุนแรง เปี่ยมด้วยพลังทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้ประโยคดังจากแฮมเลตอย่าง “จะอยู่หรือจะตาย” (To be or not to be) ถูกถ่ายทอดอย่างก้องดัง แม้ไม่ต้องอาศัยคำพูดแม้แต่เสียงเดียว
-รอบการแสดง-
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2026 เวลา 19.00 น.

ปารีสยุค Belle Époque เมื่อความหรูหราซ่อนไว้ซึ่งความโดดเดี่ยว
ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองใหญ่อย่างปารีสเต็มไปด้วยความมั่งคั่งและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ชนชั้นกลางและเศรษฐีใหม่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับวัฒนธรรมเมือง โรงละคร คาเฟ่ ห้องเต้นรำ ร้านแฟชั่น และแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน โลกของยุโรปยุคนี้จึงเต็มไปด้วยแสงไฟ ความฟุ้งเฟ้อ และความปรารถนาที่ไม่เคยมีมาก่อน
กรุงปารีสกลายเป็นศูนย์กลางแห่งแฟชั่นและวัฒนธรรมของโลกตะวันตก ห้างสรรพสินค้าเริ่มถือกำเนิดขึ้น ส่งผลให้โลกแฟชั่นเติบโตอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่แฟชั่นเป็นเรื่องของชนชั้นสูงในราชสำนัก ฝรั่งเศสกลับก้าวเข้าสู่ยุคของชนชั้นกลางหรือ bourgeoisie ผู้ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลุ่มใหม่
ภายในโลกเช่นนี้เอง วิโอเลตต้า นางเอกของโอเปราชิ้นเอกอย่าง La traviata ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นดาวจรัสแสงแห่งโลกกลางคืน เธอคือหญิงงามเมืองชั้นสูงผู้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางนักการเมือง มหาเศรษฐี และผู้มีอำนาจ อย่างไรก็ดี แม้วีโอเลตต้าจะดูรุ่มรวยและหรูหรา แต่ในสายตาของสังคม เธอกลับไม่อาจก้าวข้ามสถานะความเป็นหญิโสเภณีไปได้
วีโอเลตต้าพบรักกับอัลเฟรโด – ชายหนุ่มชนชั้นกลาง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับถูกต่อต้าน เพราะครอบครัวของฝ่ายชายมองว่าหญิงงามเมืองจะทำลายชื่อเสียงและอนาคตของตระกูล โศกนาฏกรรมของ La traviata จึงสะท้อนกรอบสังคมของยุโรปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ภายนอกจะดูรุ่งเรือง ทันสมัย แต่ก็ยังถูกจำกัดด้วยศีลธรรมและการแบ่งชนชั้นอย่างรุนแรง
สิ่งที่ผู้ชมจะได้เห็นในโอเปราชิ้นเอกเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องรักสะเทือนอารมณ์ แต่เป็นภาพของยุโรปช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ที่ถูกสะท้อนผ่านงานเลี้ยงหรูหรา ดนตรีวอลทซ์จับใจ แฟชั่นแห่งกรุงปารีส ไปจนถึงโลกกลางคืนของหญิงงามเมืองและชนชั้นสูงที่ซ่อนความเปราะบางไว้ใต้แสงไฟงามระยับ
ในปีนี้ เรื่องราวอมตะจากผลงานที่ถูกประพันธ์โดยจูเซปเป แวร์ดี (Giuseppe Verdi) จะถูกหยิบกมานำเสนออีกครั้ง ผ่านการตีความของ Helikon-Opera หนึ่งในโรงละครโอเปราร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของกรุงมอสโก ผู้มีชื่อเสียงในการตีความโอเปราคลาสสิกให้มีชีวิตชีวโดยไม่ทิ้งรากฐานดั้งเดิมของบทประพันธ์
มาร่วมกันย้อนเวลาไปสัมผัส ปารีสในยุค
Belle Époque ที่เต็มไปด้วยแสงไฟ แฟชั่น ความฟุ้งเฟ้อ และความโดดเดี่ยวของผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ผ่านสายตาของคณะโอเปราที่มีชื่อเสียงเรื่องการตีความงานคลาสสิกให้ร่วมสมัยและสะเทือนอารมณ์อย่างถึงที่สุด
-รอบการแสดง-
วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม 2026 เวลา 19.00 น.