หากศตวรรษที่ 19 คือยุครุ่งเรืองของโลกตะวันตก ศตวรรษที่ 20 ที่เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์สงครามใหญ่ถึงสองครั้ง ก็คือช่วงเวลาที่มนุษย์ได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอาณาจักรใด ยุคสมัยใด หรือความเชื่อใดที่จะคงอยู่ได้ตลอดไป
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุโรปกำลังอยู่ในยุคที่เรียกว่า Belle Époque หรือ “ยุคสมัยอันงดงาม” เมืองใหญ่อย่างปารีส ลอนดอน และเวียนนาเต็มไปด้วยความเจริญทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และศิลปะวัฒนธรรม ผู้คนเชื่อว่าความก้าวหน้าจะนำพาโลกไปสู่อนาคตที่ดีกว่า แต่เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ได้ทำลายภาพฝันดังกล่าวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง โลกใบเดิมก็จากไปพร้อมกับชีวิตของผู้คนนับล้านที่ไม่มีวันหวนคืน ชนชั้นสูงค่อยๆ สูญเสียอำนาจ ขณะที่เศรษฐีเงินใหม่ ผู้หญิงยุคใหม่ และวัฒนธรรมสมัยนิยมเริ่มเข้ามากำหนดทิศทางของสังคม จนอาจกล่าวได้ว่า โลกกำลังสร้างตัวตนขึ้นอีกครั้งท่ามกลางซากปรักหักพังของอดีต
การแสดงทั้งสี่เรื่องที่เราคัดเลือกมาในบทความนี้ เปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกตะวันตกตลอดครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่ Madama Butterfly ภาพแทนของยุค Belle Époque และความหลงใหลในโลกตะวันออกก่อนที่สงครามจะทำลายทุกสิ่ง ไปจนถึง The Great Gatsby ที่สะท้อนความฟุ้งเฟ้อและความหวังของผู้คนในโลกหลังสงคราม
เรื่องราวชีวิตอันซับซ้อนของโคโค่ ชาแนล (Coco Chanel) สตรีผู้สร้างอาณาจักรแฟชั่นขึ้นจากความเปลี่ยนผันทางสังคมและการเมือง ก่อนปิดท้ายกันด้วยโชว์สำคัญอย่าง Opera Goes to Hollywood ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศิลปะไม่ได้สูญสลายไปพร้อมสงคราม หากแต่เปลี่ยนรูปลักษณ์และเดินทางเข้าถึงผู้ชมยุคใหม่ผ่านโลกภาพยนตร์
เชิญร่วมออกเดินทางผ่านสี่การแสดงที่พาเราข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกตะวันตก ตั้งแต่ค่ำคืนสุดท้ายของยุคสมัยอันงดงามก่อนสงครามโลก ไปจนถึงโลกใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากซากปรักหักพังของประวัติศาสตร์ เพื่อค้นพบว่าในทุกครั้งที่โลกเปลี่ยนแปลง ศิลปะได้ทำหน้าที่อย่างไรเพื่อบันทึกและบอกเล่าเรื่องราว ณ ช่วงเวลาเหล่านั้น

Madama Butterfly แสงสุดท้าของช่วงเวลาอันสวยงาม (Belle Époque)
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุโรปเคยอยู่ในยุคที่เรียกว่า Belle Époque หรือ “ยุคสมัยอันงดงาม” ช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน ชาวตะวันตกก็กำลังหลงใหลในความลึกลับของโลกตะวันออก เกิดเป็นกระแสบูรพคดีนิยม (Orientalism) ที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นดินแดนแห่งจินตนาการอันงดงามในสายตาชาวยุโรป
Madama Butterfly ของคีตกวีระดับตำนานอย่าง จาโกโม ปุชชีนี (Giacomo Puccini) คือผลผลิตสำคัญของยุคสมัยนั้น โอเปราเล่าเรื่องของโจโจ้ซัง เกอิชาสาวชาวญี่ปุ่นผู้มอบหัวใจให้กับนายทหารเรืออเมริกัน โดยมีฉากหลังเป็นเมืองนางาซากิในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเร่งปฏิรูปประเทศสู่ความทันสมัยหลังการเปิดประเทศในยุคเมจิ
เบื้องหลังเรื่องรักอันแสนสะเทือนใจนี้คือความจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสมรสระหว่างหญิงสาวชาวญี่ปุ่นกับชาวตะวันตกในเมืองท่า นายทหารต่างชาติที่มาประจำการมักจะทำสัญญาเช่าบ้านและ แต่งงานชั่วคราวกับสตรีญี่ปุ่นผ่านนายหน้าท้องถิ่น สำหรับชาวตะวันตก ข้อตกลงเหล่านี้เป็นเพียงธุรกรรมทางธุรกิจและเป็นความบันเทิงที่ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่สำหรับหญิงสาวในท้องถิ่น มันคือทางรอดจากความขัดสนทางการเงินในยุคที่ประเทศกำลังพลิกโฉม
ปุชชีนีได้นำความจริงอันน่าเศร้านี้มาเล่าผ่านตัวละครนายเรือโทพิงเคอร์ตัน (นายทหารผู้เป็นสามีของโจโจ้ซัง) ซึ่งเปิดตัวโดยใช้ทำนองเพลงชาติสหรัฐอเมริกา “The Star-Spangled Banner” (ในขณะนั้นเป็นเพลงมาร์ชอย่างเป็นทางการของกองทัพเรือสหรัฐฯ) เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจและอำนาจของโลกตะวันตก ในขณะที่เพลงของโจโจ้ซังนั้น ปุชชีนีใช้เวลาหลายปีในการศึกษาดนตรีพื้นบ้านของญี่ปุ่นเพื่อสร้างโลกของเธอให้ดูบอบบาง และงดงาม ราวกับผีเสื้อที่ถูกสตาฟไว้ในกล่องกระจกตามสายตาแบบบูรพคดีนิยม
ครั้งนี้ผู้ชมจะได้สัมผัสโอเปราระดับตำนานเรื่องนี้ผ่านการแสดงของ Helikon-Opera หนึ่งในสถาบันโอเปราที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของกรุงมอสโก มีชื่อเสียงโด่งดังจากการตีความผลงานคลาสสิกด้วยมุมมองร่วมสมัยที่เข้มข้นทั้งด้านดนตรี การแสดง รวมไปถึงการออกแบบฉากและเสื้อผ้า
ภายใต้การกำกับของดิมิทรี เบิร์ตแมน (Dmitry Bertman) ศิลปินแห่งชาติรัสเซียและผู้ได้รับรางวัล Golden Mask คณะ Helikon-Opera ได้รับการยกย่องจากทั้งผู้ชมและสื่อชั้นนำระดับนานาชาติ อาทิ Financial Times, Le Monde และ The Washington Post ให้เป็นหนึ่งในคณะโอเปราที่โดดเด่นที่สุดของรัสเซียในยุคปัจจุบัน
Madama Butterfly ในการตีความของคณะนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมความรักของหญิงสาวผู้ถูกทอดทิ้ง หากยังเป็นการชวนผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโลกก่อนสงครามใหญ่ ผ่านบทเพลงอันงดงามของปุชชีนี และเรื่องราวที่ยังคงสะท้อนคำถามเกี่ยวกับความรัก อำนาจ และความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้อย่างก้องดังมาจนถึงปัจจุบัน
-รอบการแสดง-
วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2026 เวลา 19.00 น.

The Great Gatsby ความฝันแบบอเมริกันในโลกหลังสงคราม
The Great Gatsby เป็นนวนิยายคลาสสิกของ เอฟ. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) ที่ตีพิมพ์ในปี 1925 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดของวรรณกรรมอเมริกัน เรื่องราวถูกเล่าผ่านสายตาของนิค คาร์ราเวย์ (Nick Carraway) ชายหนุ่มผู้ได้รู้จักกับเจย์ แกตสบี (Jay Gatsby) มหาเศรษฐีผู้ลึกลับซึ่งมีชื่อเสียงจากงานเลี้ยงสุดหรู ณ คฤหาสน์ของเขา ภายใต้ภาพลักษณ์ของความมั่งคั่ง ความฟุ่มเฟือย และความสำเร็จ แกตสบีกลับขับเคลื่อนชีวิตด้วยความปรารถนาเพียงอย่างเดียว คือการได้หวนคืนสู่รักเก่ากับเดซี บูคานัน (Daisy Buchanan) หญิงสาวจากชนชั้นสูงที่เขาเคยรักก่อนออกไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
แม้ในปัจจุบัน The Great Gatsby มักถูกจดจำผ่านภาพของงานปาร์ตี้ แชมเปญ และแฟชั่นอันหรูหรา แต่แท้จริงแล้วแก่นสำคัญของเรื่องคือการสะท้อนสังคมอเมริกันในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังผ่านประสบการณ์เลวร้ายของสงคราม ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดก็สร้างความรู้สึกว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ หากมีความทะเยอทะยานและกล้าที่จะไขว่คว้า
ในช่วงทศวรรษ 1920 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Roaring Twenties” หรือ “Jazz Age” สังคมอเมริกันเต็มไปด้วยพลังของความทันสมัย อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้กลับตรงกับยุคที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศห้ามผลิต ขาย และขนส่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือที่เรียกว่า “ยุคสุราต้องห้าม” (Prohibition Era) รัฐบาลเชื่อว่าการห้ามดื่มสุราจะช่วยลดปัญหาสังคมและการติดแอลกอฮอล์ แต่ผู้คนยังคงแอบซื้อหาสุราในทางลับ นั่นทำให้คนอย่างแกสตบีร่ำรวยอย่างมหาศาลจากการทำธุรกิจผิดกฎหมาย และเป็นการสะท้อนด้านมืดของสังคมอเมริกันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหรูหราและความเจริญรุ่งเรือง
นอกจากนี้ The Great Gatsby ยังตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่อง “American Dream” หรือความฝันแบบอเมริกัน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความพยายามของตนเอง เพราะแม้ว่าแกตสบีจะสร้างฐานะขึ้นมาจนกลายเป็นมหาเศรษฐี แต่เขากลับไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงทางชนชั้นหรือหวนคืนสู่อดีตที่เขาปรารถนาได้ เรื่องราวของเขาจึงเป็นทั้งภาพแทนของความหวังอันยิ่งใหญ่ และโศกนาฏกรรมของยุคสมัยที่ผู้คนต่างไล่ตามความฝัน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหลังสงคราม
หากคุณตกหลุมรักเรื่อง The Great Gatsby นี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งครั้งที่วรรณกรรมอมตะถูกนำมาตีความใหม่ผ่านภาษาของการเต้นร่วมสมัยโดย Enrique Gasa Valga Dance Company ประเทศออสเตรีย ที่จะถ่ายทอดทั้งความหรูหรา ความเย้ายวน และความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกแห่งความสำเร็จของยุค
บทเพลงของศิลปินระดับตำนานอย่าง Nina Simone, Ella Fitzgerald, Louis Armstrong และ Duke Ellington จะถูกนำมาผสานเข้ากับบทประพันธ์ และถ่ายทอดโดยวงดนตรีสดจากอิตาลีและนักร้องคุณภาพ สร้างบรรยากาศที่ทั้งเย้ายวน มีเสน่ห์ และเปี่ยมด้วยอารมณ์
บนเวที ผู้ชมจะได้สัมผัสบรรยากาศของอเมริกาในทศวรรษ 1920 ผ่านการผสมผสานระหว่างการเต้น ดนตรีสด และการเล่าเรื่องเชิงภาพที่เปี่ยมพลัง จังหวะสวิงและแจ๊สอันมีชีวิตชีวาพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่ยุคที่งานเลี้ยงดำเนินต่อเนื่องจนถึงรุ่งสาง รถยนต์คันใหม่แล่นผ่านถนนสายยาว และผู้คนต่างเชื่อว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้เสมอ
-รอบการแสดง-
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.

Coco Chanel เมื่อสงครามเปลี่ยนโลก และผู้หญิงเปลี่ยนประวัติศาสตร์
เมื่อกล่าวถึงกาเบรียล ชาเนล (Gabrielle Chanel) หรือที่คุ้นหูกันมากกว่าในนาม โคโค ชาแนล ภาพที่ผู้คนมักนึกถึงคือแฟชั่นอันเรียบหรู น้ำหอม CHANEL No. 5 และแบรนด์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามเหนือกาลเวลา ผลงานและชื่อเสียงของชาเนลเกิดขึ้นท่ามกลางจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นยุคที่สังคมยุโรปกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และบทบาทของสตรีในสังคม
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้หญิงในยุโรปยังคงถูกคาดหวังให้แต่งกายตามกรอบของสังคม เสื้อผ้าสตรีมักมีโครงสร้างซับซ้อน ใช้คอร์เซ็ตรัดลำตัวเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว แต่เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ผู้ชายจำนวนมากถูกส่งไปแนวหน้า ขณะที่ผู้หญิงต้องเข้ามารับบทบาทในโรงงาน สำนักงาน และภาคการผลิตมากขึ้น ชีวิตประจำวันรูปแบบใหม่ต้องการเสื้อผ้าที่คล่องตัวและใช้งานได้จริง
ชาแนลมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเฉียบคม เธอออกแบบเสื้อผ้าที่เรียบง่าย สวมใส่สบาย และให้อิสระแก่ร่างกายผู้หญิง อีกทั้งยังเห็นศักยภาพของวัสดุที่ไม่มีใครต้องการ เปลี่ยนมันให้กลายเป็นแฟชั่นสวยงามทันสมัย ชาแนลพิสูจน์ให้เห็นว่าความงามสามารถเกิดขึ้นได้แม้จากทรัพยากรที่จำกัดที่สุด และที่สำคัญ ความงามไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความอึดอัดหรือการกักขังร่างกาย งานของเธอจึงเป็นทั้งตัวแทนการเปลี่ยนแปลงด้านสุนทรียศาสตร์ และยังสะท้อนบทบาทของผู้หญิงสมัยใหม่อีกด้วย
ในช่วงทศวรรษ 1920 ชาแนลกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวัฒนธรรมยุโรปยุคใหม่ แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น ยุโรปก็เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนทางการเมืองอีกครั้ง และชีวิตของชาแนลก็เดินเข้าสู่บทที่ซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุด
เอกสารที่ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาระบุว่า ชาแนลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่เยอรมันในระหว่างที่ฝรั่งเศสถูกยึดครอง และเคยได้รับการลงทะเบียนเป็นสายลับ นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานที่ชี้ว่าเธอพยายามใช้กฎหมายต่อต้านชาวยิวของรัฐบาลวิชีเพื่อเข้าควบคุมสิทธิ์ในน้ำหอม CHANEL No. 5 จากหุ้นส่วนทางธุรกิจเชื้อสายยิว รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับความพยายามติดต่อวินสตัน เชอร์ชิล เพื่อดำเนินภารกิจทางการทูตลับในช่วงปลายสงคราม
เหตุการณ์เหล่านี้ได้ทิ้งร่องรอยอันซับซ้อนไว้ในประวัติศาสตร์ ทำให้ชื่อของชาแนลไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะนักออกแบบผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น หากยังเป็นบุคคลที่ชีวิตและการตัดสินใจสะท้อนความคลุมเครือทางศีลธรรมของยุโรปในยุคสงครามได้อย่างชัดเจน
ในปีนี้ ชีวิตอันเข้มข้นของชาแนลได้ถูกนำมาตีความใหม่โดยคณะบัลเลต์แห่งโรงละครแห่งชาติเมืองเบอร์โน หรือ The Ballet of the National Theatre Brno หนึ่งในคณะบัลเลต์ชั้นนำของสาธารณรัฐเช็กที่มีประวัติยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ และเป็นเจ้าของมรดกสำคัญในประวัติศาสตร์บัลเลต์ จากการเปิดแสดงรอบปฐมทัศน์ของบัลเลต์ Romeo and Juliet ของ เซอร์เกย์ โปรโคเฟียฟ (Sergei Prokofiev) เมื่อปี 1938
ปัจจุบันคณะมีชื่อเสียงจากการผสมผสานทั้งบัลเลต์คลาสสิก นีโอคลาสสิก และงานร่วมสมัยระดับนานาชาติ ภายใต้การพัฒนาของผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ มาริโอ ราดาชอฟสกี (Mário Radačovský) ซึ่งนำผลงานของนักออกแบบท่าเต้นชั้นนำของโลกเข้าสู่เวทีเบอร์โนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้คณะได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางบัลเลต์ร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปกลาง
มาร่วมติดตามชีวิตของผู้หญิงที่ทั้งเฉียบขาด เปี่ยมเสน่ห์ และโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน ผ่านการแสดงบัลเลต์ที่จัดขึ้นเพียงรอบเดียวในประเทศไทย งานนี้ใครจะเลือกแต่งตัวจัดเต็มสไตล์ชาแนล หรือมาในชุดสบายๆ ก็ได้เช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือการเปิดใจมาสัมผัสเรื่องราวของผู้หญิงผู้เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นโลกบนเวทีแห่งนี้
-รอบการแสดง-
วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2026 เวลา 19.00 น.

Opera Goes to Hollywood : เมื่อศิลปะชั้นสูงเดินทางสู่โลกมวลชน
ตลอดหลายศตวรรษก่อนหน้า ศิลปะชั้นสูงของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโอเปรา ดนตรีคลาสสิก หรือบัลเลต์ ล้วนถือกำเนิดและเติบโตอยู่ในเมืองสำคัญอย่างปารีส เวียนนา มิลาน และลอนดอน แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 ยุโรปต้องเผชิญความเสียหายครั้งใหญ่ ขณะที่สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแห่งโลกเสรี
ในช่วงทศวรรษ 1950–1960 โรงภาพยนตร์กลายเป็นพื้นที่แห่งความฝันของผู้คนนับล้าน อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดเติบโตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และค่อยๆ เข้ามาแทนที่บทบาทเดิมของโรงโอเปราและโรงละครในฐานะศูนย์กลางความบันเทิงของสังคม ผู้คนที่อาจไม่เคยมีโอกาสเดินทางไปชมการแสดงในมหานครแห่งยุโรป สามารถสัมผัสเรื่องราวของความรัก ความสูญเสีย วีรกรรม และโศกนาฏกรรมได้ผ่านจอภาพยนตร์ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ศิลปะดั้งเดิมไม่ได้สูญหายไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม ฮอลลีวูดกลับหยิบยืมมรดกทางดนตรีจากยุโรปมาใช้อย่างต่อเนื่อง บทเพลงโอเปราและดนตรีคลาสสิกจำนวนมากถูกนำมาประกอบภาพยนตร์ หรือกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักประพันธ์เพลงภาพยนตร์รุ่นใหม่ จนผู้ชมจำนวนมากคุ้นเคยกับผลงานเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว
เสียงร้องอันทรงพลังของโอเปรา ความยิ่งใหญ่ของดนตรีระดับซิมโฟนี และอารมณ์อันเข้มข้นที่เคยก้องกังวานอยู่ในโรงอุปรากรยุโรป ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและถือกำเนิดขึ้นใหม่บนจอเงินของฮอลลีวูด กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมของผู้คนทั่วโลก ผ่านภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง The Godfather, Life Is Beautiful, Mission: Impossible และอีกมากมาย
ค่ำคืนแห่ง Opera Goes to Hollywood จะพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจสายใยอันซ่อนเร้นระหว่างโอเปราและภาพยนตร์ ผ่านการแสดงโดยศิลปินจาก New York City Opera ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1943 ภายใต้แนวคิด “The People’s Opera” หรือ “โอเปร่าสำหรับประชาชน” ด้วยความเชื่อว่าศิลปะโอเปราไม่ควรเป็นสิ่งที่สงวนไว้สำหรับผู้ชมเฉพาะกลุ่ม หากควรเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้
การแสดงในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การอำนวยเพลงของคอนสแตนติน ออร์เบเลียน (Constantine Orbelian) วาทยกรผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy Awards ถึงสี่ครั้ง ร่วมด้วยนักดนตรีระดับนานาชาติและนักร้องแนวหน้าอีก 6 ท่าน
แม้โลกจะผ่านสงคราม การปฏิวัติ และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาหลายยุคหลายสมัย แต่บทเพลงอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ไม่เคยเลือนหายไปไหน หากแต่ถูกถ่ายทอดจากโรงโอเปราสู่โลกฮอลลีวูด บางครั้ง คุณอาจประหลาดใจที่ได้พบว่า ดนตรีที่คุ้นหูจากภาพยตร์เรื่องต่างๆ ล้วนมีรากฐานอยู่ในโลกโอเปรามาโดยตลอด
-รอบการแสดง-
วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.