เมื่อบทเพลงที่คุ้นหู ถือกำเนิดจากโอเปราที่คุณอาจไม่เคยดูมาก่อน
ทุกวันนี้ เมื่อเราได้ยินบทเพลงอมตะอย่าง Nessun Dorma, Habanera หรือท่วงทำนองอันคุ้นหูจาก La Bohème หลายคนอาจนึกถึงภาพยนตร์เรื่องโปรดโดยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบทเพลงเหล่านี้มีที่มาจากเวทีโอเปรา อันที่จริงการเดินทางของดนตรีคลาสสิกสู่โลกฮอลลีวูดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีเหตุปัจจัยมาจากสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์
ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 หลังเผชิญกับสงครามโลกถึงสองครั้ง ศิลปิน นักประพันธ์เพลง และคีตกวีชาวยุโรปจำนวนมาก ตัดสินใจลี้ภัยมายังสหรัฐอเมริกา พวกเขานำองค์ความรู้ทางดนตรีที่สั่งสมมาหลายศตวรรษติดตัวมาด้วย ตั้งแต่การเขียนดนตรีสำหรับวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ ไปจนถึงเทคนิคที่ถูกใช้บนเวทีโอเปราอย่าง Leitmotif หรือการใช้ทำนองเฉพาะเพื่อสื่อถึงตัวละคร ความคิด หรืออารมณ์บางอย่าง
เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้เมื่อเข้ามาผสานกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกันที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ฮอลลีวูดจึงไม่ได้เป็นเพียงสตูดิโอผลิตความบันเทิง หากยังกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของมรดกทางดนตรียุโรปด้วยเช่นกัน
โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โรงภาพยนตร์กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมมวลชนแห่งยุคสมัย แทนที่โรงโอเปราและหอแสดงดนตรีซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของชนชั้นสูงในยุโรป ศิลปะที่ครั้งหนึ่งเคยสงวนไว้สำหรับผู้มีฐานะในเมืองใหญ่ จึงเริ่มเดินทางไปสู่ผู้ชมหลายล้านคนผ่านตั๋วหนังเพียงใบเดียว
ปรากฏการณ์ที่ว่าช่วยรักษาจิตวิญญาณของศิลปะชั้นสูงมากมาย พร้อมทั้งเปิดประตูบานใหม่ให้ผู้คนจำนวนมหาศาลได้สัมผัสความงดงามของดนตรีที่เคยถูกมองว่าเข้าถึงยาก
ค่ำคืนแห่ง Opera Goes to Hollywood คือการย้อนรอยเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่งนี้ ผ่านการแสดงโดยศิลปินจาก New York City Opera ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1943 ภายใต้แนวคิด “The People’s Opera” หรือ “โอเปร่าสำหรับประชาชน” ด้วยความเชื่อว่าศิลปะโอเปราไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในหมู่ชนชั้นนำ หากควรเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
ภายใต้การอำนวยเพลงของ คอนสแตนติน ออร์เบเลียน (Constantine Orbelian) วาทยกรผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy Awards ถึง 4 ครั้ง
คอนเสิร์ตครั้งนี้จะพาผู้ชมสำรวจสายใยอันซับซ้อนระหว่างโอเปราและภาพยนตร์ ผ่านบทเพลงที่หลายคนรู้จักและหลงรักโดยมีนักไวโอลินและนักเชลโลจาก New York City Opera ร่วมกับวงออร์เคสตราเต็มวง ผสานพลังเสียงของนักร้องแนวหน้าทั้ง 6 ท่าน ที่จะมาร่วมกันถ่ายทอดอารมณ์และความงดงามของบทเพลงในค่ำคืนอันแสนพิเศษนี้ นี่คือการรวมตัวครั้งแรกของโลก ซึ่งเกิดขึ้นเป็นพิเศษจากการริเริ่มของ Bangkok’s International Festival เพื่อชาวไทยโดยเฉพาะ โดยจะเปิดการแสดงเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น ถือเป็นการถ่ายทอดความงดงามของบทเพลงระดับตำนานที่หาโอกาสสัมผัสได้เพียงครั้งเดียว
แต่ก่อนที่เสียงดนตรีจะเริ่มขึ้น เราขอชวนทุกท่านย้อนกลับไปทำความรู้จักบทเพลงอมตะที่คุ้นหูในฉากภาพนตร์ที่แสนคุ้นตา เพื่อร่วมกันหาคำตอบว่า บทเพลงอันเป็นที่รักในภาพยนตร์ดังเรื่องต่างๆ ถือกำเนิดมาจากโอเปราเรืองใด และทำไมเหล่าผู้กำกับดังจึงเลือกใช้เพลงเหล่านี้มาประกอบสร้างจนกลายมาเป็นฉากอันน่าจดจำของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์
ไม่มีใครได้หลับใหล – Nessun Dorma จากโอเปรา Turandot ในภาพยนตร์ Mission: Impossible – Rogue Nation (2015)
หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของการนำบทเพลงโอเปราคลาสสิกมาใช้ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด คือการใช้เพลง Nessun Dorma จากโอเปรา Turandot ของจาโกโม ปุชชีนี (Giacomo Puccini) ในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์เรื่อง Mission: Impossible – Rogue Nation (2015)
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครเอกอย่าง อีธาน ฮันต์ พยายามหยุดยั้งแผนลอบสังหารที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในโรงอุปรากรแห่งกรุงเวียนนา ขณะที่บนเวทีกำลังมีการแสดงโอเปราเรื่อง Turandot อยู่พอดี เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในฉากที่ได้รับการจดจำมากที่สุดของภาพยนตร์ โดยเป็นฉากไล่ล่าและสืบหาตัวมือสังหารที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 นาที ขณะเดียวกันนั้น การแสดงโอเปราบนเวทีก็ยังดำเนินไปอย่างไม่สะดุด ความตึงเครียดของเหตุการณ์ค่อยๆ ถูกถักทอเข้ากับดนตรีและการแสดงบนเวทีอย่างแนบเนียน
โอเปรา Turandot กล่าวถึงเจ้าหญิงทูรันโดต์ผู้เลอโฉมและสูงศักดิ์ แต่กลับมีจิตใจเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง พระองค์เกลียดชังเจ้าชายต่างชาติที่จึงปฏิญาณว่าจะไม่ยอมอภิเษกสมรสกับผู้ใด
เจ้าหญิงตั้งเงื่อนไขว่า ชายที่ต้องการอภิเษกกับพระองค์จะต้องตอบปริศนาให้ถูกต้องสามข้อ หากตอบผิดแม้แต่ข้อเดียวจะต้องถูกประหารชีวิต เจ้าชายจำนวนมากต้องสังเวยชีวิตให้กับกฎอันโหดร้ายนี้ จนกระทั่งมีเจ้าชายนิรนามเดินทางมาถึงและตกหลุมรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น
บทเพลง Nessun Dorma ปรากฏอยู่ในองก์ที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงท้ายของเรื่อง หลังจากเจ้าชายตอบคำถามได้ถูกต้องทั้งหมด แต่เจ้าหญิงยังคงไม่ต้องการแต่งงานกับเขา เจ้าชายจึงยื่นข้อเสนอว่า หากนางสามารถค้นพบชื่อที่แท้จริงของเขาได้ก่อนรุ่งสาง เขาจะยอมถอนตัวจากการแต่งงาน เจ้าหญิงจึงออกคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดในอาณาจักรหลับใหล จนกว่าจะค้นพบชื่อของชายผู้นี้ได้ คำว่า “Nessun Dorma” จึงมีความหมายว่า “ไม่มีผู้ใดได้หลับใหล” หรือ “ไม่มีใครได้นอน”
เพลงนี้เป็นบทเพลงเดี่ยวแบบอาเรีย (Aria) ที่เจ้าชายขับร้องในค่ำคืนแห่งการรอคอย ขณะที่เขามั่นใจว่ารุ่งอรุณกำลังจะมาถึงและชัยชนะอยู่ไม่ไกล โดยมีวลีสำคัญอันโด่งดังว่า “Vincerò!” ซึ่งแปลว่า “ฉันจะชนะ!”
ความน่าสนใจอยู่ที่ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ แมคควอรี (Christopher McQuarrie) เลือกใช้บทเพลงนี้เป็นแกนกลางของฉากลอบสังหารในโรงอุปรากร ผู้ชมจำนวนมากรู้จักเพลง Nessun Dorma อยู่แล้ว จึงสามารถคาดเดาได้ว่าจุดไคลแมกซ์ของเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในช่วงสำคัญของเพลง เพื่อเน้นย้ำประเด็นนี้ ผู้กำกับยังใช้การถ่ายภาพโน้ตดนตรีแบบใกล้ๆ ให้ผู้ชมเห็นคำว่า “Vincerò” อย่างชัดเจน ราวกับเป็นการนับถอยหลังสู่ช่วงเวลาสำคัญของเรื่อง
เมื่อบทเพลงดำเนินเข้าสู่ช่วงท้าย ความตึงเครียดในภาพยนตร์ก็เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ผู้ชมเฝ้ารออย่างจดจ่อว่ากระสุนนัดสำคัญจะถูกยิงออกไปหรือไม่ สำหรับแฟนหนัง Mission: Impossible นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ย้อนกลับไปพบกับฉากตรึงตา กับการขับร้องและบรรเลงเพลง Nessun Dorma กันแบบสดๆ ผ่านพลังเสียงของนักร้องแนวหน้าระดับโลกพร้อมวงดนตรีจาก New York City Opera จับจองบัตรกันได้แล้ววันนี้
ความรักเปรียบดั่งนกพยศ – Habanera จากโอเปรา Carmen ในภาพยนตร์ Up (2009)
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำบทเพลงโอเปรามาใช้ในภาพยนตร์ คือการใช้บทเพลง Habanera จากโอเปรา Carmen ของ ฌอร์ฌ บีเซ (Georges Bizet) ในภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังของพิกซาร์เรื่อง Up (2009)
ในช่วงต้นของเรื่อง ผู้ชมจะได้พบกับการลำดับภาพที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฉากเปิดเรื่องที่ทรงพลังที่สุดของวงการแอนิเมชัน ฉากดังกล่าวเล่าเรื่องชีวิตของ คาร์ล และ เอลลี ตั้งแต่วัยเด็ก การพบรัก การแต่งงาน การเผชิญกับปัญหาการมีบุตร ไปจนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างยาวนาน ก่อนที่เอลลีจะเสียชีวิตจากอาการป่วย
หลังจากการจากไปของเอลลี บทเพลง Habanera ในรูปแบบดนตรีบรรเลงจะดังขึ้นประกอบภาพชีวิตประจำวันของคาร์ล ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปเพียงลำพังภายหลังการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก อย่างไรก็ดี บทเพลง Habanera จากโอเปรา Carmen ซึ่งมักถูกเรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า “L’amour est un oiseau rebelle” (ความรักเปรียบได้ดังนกพยศ) เป็นบทเพลงที่สะท้อนมุมมองของคาร์เมนเกี่ยวกับความรักในฐานะสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และไม่ยอมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใดๆ ซึ่งต่างจากการใช้บทเพลงนี้ในรูปแบบบรรเลงเพื่อนำเสนอภาพกิจวัตรประจำวันอันแสนเรียบง่ายและเป็นแบบแผนของคาร์ล
ที่น่าสนใจก็คือ ภาพยนตร์ไม่ได้พยายามนำเนื้อหาของโอเปรา Carmen มาเล่าใหม่ หรือใช้ Habanera ในความหมายเดิมของบทเพลงโดยตรง ตรงกันข้าม ผู้กำกับเลือกดึงเอาคุณสมบัติทางดนตรีของบทเพลงออกมาจากบริบทเดิม แล้วมอบความหมายใหม่ให้สอดคล้องกับเรื่องราวของคาร์ล
ในเวอร์ชันของ UP ไม่มีเสียงร้องของนักร้องเมซโซโซปราโนเหมือนในโอเปราต้นฉบับ ทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้บทเพลงในฐานะงานดนตรีออร์เคสตราได้อย่างเต็มที่ และเปิดโอกาสให้องค์ประกอบทางดนตรีอื่น ๆ โดดเด่นขึ้นมา ตัวอย่างสำคัญคือจังหวะเบสที่เล่นซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของจังหวะฮาบาเนรา จังหวะดังกล่าวดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งเพลง สร้างความรู้สึกของกิจวัตรประจำวันที่เราเห็นในเช้าวันหนึ่งของคาร์ลได้อย่างชัดเจน
และเมื่อฉากทั้งหมดเดินทางมาถึงจุดไคลแมกซ์ โน้ตสุดท้ายของเพลง Habanera ก็จบลงพร้อมกับภาพมุมกว้างที่เผยให้เห็นโลกภายนอกรอบบ้านของคาร์ล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นให้ความรู้สึกที่ทั้งฉับพลันและกินใจในเวลาเดียวกัน ผู้ชมรับรู้ได้ว่าช่วงเวลาสำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตของตัวละครได้สิ้นสุดลงแล้ว และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ลำดับเหตุการณ์ใหม่ในสถานที่และบริบทที่แตกต่างออกไป
ในภาพยนตร์ Up เพลง Habanera ถูกนำมาใช้ในช่วงเวลาที่คาร์ลต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต คาร์ลจึงตัดสินใจทำตามความฝันที่เขากับภรรยาเคยวางไว้ โดยผูกลูกโป่งฮีเลียมนับร้อยลูกเข้ากับบ้านของตนเอง จนบ้านทั้งหลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า และออกเดินทางไปยัง Paradise Falls พร้อมข้าวของทุกอย่างที่เขามี
การใช้บทเพลง Habanera ในภาพยนตร์ Up แสดงให้เห็นว่าดนตรีคลาสสิกและโอเปรายังคงสามารถสื่อสารอารมณ์กับผู้ชมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลัง แม้จะถูกนำเสนอในรูปแบบดนตรีบรรเลงก็ตาม บทเพลงช่วยขับเน้นความเงียบเหงา ความคิดถึง และการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตคาร์ลได้อย่างงดงาม จนกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างโอเปราและภาพยนตร์ที่น่าจดจำอย่างยิ่ง
เบื้องหลังฉากอันอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความทรงจำในภาพยนตร์ Up คือเสน่ห์ของดนตรีคลาสสิกที่ยังคงส่งพลังทางอารมณ์ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย ใน Opera Goes to Hollywood ผู้ชมจะได้ค้นพบว่าเหตุใดบทเพลงจากโลกโอเปราจึงยังคงปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ร่วมสมัย พร้อมสัมผัสการแสดงสดโดยศิลปินจาก New York City Opera คณะโอเปราที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด “The People’s Opera” ซึ่งเชื่อว่าโอเปราควรเป็นศิลปะที่ทุกคนเข้าถึงได้
“เราอยู่ที่ซิซิลี ที่นี่คือโอเปรา” Cavalleria Rusticana ในภาพยนตร์ The Godfather Part III (1990)
ภาพยนตร์เรื่อง The Godfather Part III ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการใช้ศิลชั้นสูงอย่างโอเปรามาผสานเข้ากับศิลปะภาพยนตร์ การเลือกใช้โอเปรา Cavalleria Rusticana ของ ปิเอโตร มัสกาญี (Pietro Mascagni) ไม่ใช่แค่ความบังเอิญทางภูมิศาสตร์ (แม้ว่าเรื่องราวของโอเปราจะเกิดขึ้นในซิซิลีเหมือนกัน) แต่เป็นความตั้งใจที่ลึกซึ้งของผู้กำกับอย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Francis Ford Coppola) ที่ต้องการสะท้อนจุดจบของตัวละครผ่านธีม “ความรัก การหักหลัง และการล้างแค้นด้วยเลือด” ซึ่งเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมมาเฟียซิซิลีที่สะท้อนชีวิตและวิถีของตระกูลคอร์เลโอเนโดยตรง
ในช่วงท้ายของภาพยนตร์ ไมเคิล คอร์เลโอเน ผู้นำตระกูลมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลพยายามถอนตัวออกจากโลกอาชญากรรม ขณะเดียวกัน แอนโทนี คอร์เลโอเน บุตรชายของเขากำลังขึ้นแสดงโอเปราเรื่อง Cavalleria Rusticana ที่โรงโอเปราในเมืองปาแลร์โมบนเกาะซิซิลีของประเทศอิตาลี
คอปโปลาเลือกตัดสลับระหว่างการแสดงโอเปราบนเวทีกับเหตุการณ์ลอบสังหารที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของมาเฟีย จนทำให้โอเปราและภาพยนตร์ค่อยๆ หลอมรวมเป็นเรื่องราวเดียวกัน
Cavalleria Rusticana ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของแนวโอเปราแบบเวริสโม (Verismo) ซึ่งมุ่งนำเสนอชีวิตของคนธรรมดา ความรัก ความหึงหวง และความรุนแรงในโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องราวเกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเกาะซิซิลีในวันอีสเตอร์ ตัวละครหลักคือ ทูริดดู (Turiddu) ชายหนุ่มผู้เคยมีความสัมพันธ์กับ โลลา (Lola) แต่โลลากลับแต่งงานกับชายอื่น
ภายหลังทูริดดูเริ่มคบหากับหญิงสาวอีกคน แต่เขากลับไปสานสัมพันธ์กับโลลาอีกครั้งอย่างลับๆ คนรักของทูริดจึงนำเรื่องไปบอกสามีของโลลา เมื่อรู้ว่าภรรยากำลังนอกใจ สามีของเธอจึงท้าทูริดดูดวลตามธรรมเนียมของลูกผู้ชายชาวซิซิลี ท้ายที่สุดทูริดดูถูกสังหาร และเรื่องราวจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอันเกิดจากความรัก ความหลงใหล และผลของการกระทำที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้
ใน The Godfather Part III ผู้กำกับไม่ได้เลือกใช้บทเพลงในโอเปรา Cavalleria Rusticana เพื่อฉากสำคัญเพียงฉากเดียว หากแต่เลือกใช้โอเปราเรื่องนี้เพื่อสะท้อนชะตากรรมของไมเคิล คอร์เลโอเนโดยตรง เช่นเดียวกับทูริดดู ไมเคิลเป็นชายผู้พยายามหลีกหนีจากผลของการตัดสินใจในอดีต เขาต้องการชำระล้างความผิดและสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับครอบครัว แต่ยิ่งพยายามหลบหนีมากเท่าใด อดีตก็ยิ่งตามมาหลอกหลอนมากเท่านั้น
หลังจากไมเคิลและครอบครัวเดินออกจากโรงโอเปรา ศัตรูของไมเคิลก็เริ่มดำเนินแผนการล้างแค้นที่วางไว้มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางความโกลาหลทั้งหลาย ลูกสาวของไมเคิลถูกยิงเสียชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ และในช่วงขณะที่ไมเคิลประคองร่างของเธอไว้ในอ้อมแขนและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดนั้น บทเพลง Intermezzo อันอ่อนโยนและเศร้าสร้อยก็ดังขึ้นอีกครั้ง จนกลายเป็นเสียงเดียวที่ผู้ชมได้ยินในตอนท้าย
ด้วยเหตุนี้ The Godfather Part III จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของการผสมผสานระหว่างโอเปราและภาพยนตร์ โดยใช้ทั้งดนตรี เนื้อเรื่อง และประเด็นทางอารมณ์ของโอเปรามาสร้างความหมายให้กับภาพยนตร์ได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง
หากเรื่องราวของตระกูลคอร์เลโอเนและบทเพลง Intermezzo อันแสนสะเทือนใจยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ นี่คือโอกาสที่จะได้สัมผัสพลังของดนตรีจากโอเปรา Cavalleria Rusticana ในรูปแบบการแสดงสด ผ่านเสียงร้องของศิลปินจาก New York City Opera และวงดนตรีระดับนานาชาติ ภายใต้การอำนวยเพลงของ Constantine Orbelian วาทยกรผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Grammy Awards ถึง 4 ครั้ง ในค่ำคืนแห่ง Opera Goes to Hollywood ที่จะพาผู้ชมสำรวจความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างโอเปราและภาพยนตร์อย่างใกล้ชิด
“จากกันด้วยดี” – Donde lieta uscì จากโอเปรา La Bohème ในภาพยนตร์ Moonstruck (1987)
ช่วงเวลาการบรรจบกันระหว่างโอเปราและภาพยนตร์ เกิดขึ้นในหนังคลาสสิกอย่าง Moonstruck ของผู้กำกับ นอร์แมน จิววิสัน (Norman Jewison) เมื่อคู่พระนางของเรื่องอย่าง ลอเรตตาและรอนนี เดินทางไปยัง Metropolitan Opera เพื่อชมการแสดงโอเปราเรื่อง La Bohème ของปุชชีนี
ขณะที่ทั้งคู่นั่งอยู่ในโรงละคร ผู้ชมจะได้ยินบทเพลงโด่งดัง Donde lieta uscì (From where she happily left) จากบนเวที เพลงนี้ถูกขับร้องในช่วงที่นางเอกโอเปรา (มีมี่) จำต้องตัดใจจากคนรัก เวลานี้เองที่โอเปรากลายเป็นกระจกสะท้อนชีวิตของลอเรตตาอย่างชัดเจน แรกเริ่มเดิมทีเธอกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับจอห์นนี แต่กลับหลงรักรอนนีผู้เป็นน้องชายของว่าที่เจ้าบ่าว เนื้อหาของบทเพลงอันแสนจับใจบอกเล่าความสับสนในใจของลอเรตตาออกมาได้อย่างคมคาย ทันทีที่ลอเรตตาหลั่งน้ำตา ผู้ชมรับรู้ทันทีว่าชายที่เธอต้องการใช้ชีวิตด้วยจริงๆ คือรอนนี และพร้อมจะเอาใจช่วยให้ทั้งสองได้ลงเอยกัน
เหตุผลที่ฉากนี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก เป็นเพราะผู้กำกับได้ค่อยๆ ปูทางให้ผู้ชมก้าวเข้าสู่โลกของ La Bohème มาตั้งแต่ก่อนที่ลอเรตตาและรอนนีจะนั่งลงในโรงโอเปราเสียอีก เมื่อทั้งคู่เดินทางมาถึงอาคาร Metropolitan Opera ดนตรีจากผลงานของปุชชีนีก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาในภาพยนตร์ทีละน้อย ราวกับกำลังพาผู้ชมเดินเข้าสู่โลกแห่งอารมณ์ที่ตัวละครทั้งสองกำลังเผชิญอยู่
La Bohème เป็นโอเปราชิ้นเอกที่กล่าวถึงความรักของศิลปินไส้แห้งกับสาวงาม แต่ชีวิตแสนยากลำบากทำให้ทั้งสองไม่อาจลงเอยกัน มีมี่ป่วยเป็นวัณโรคซึ่งโรดอลโฟ (คนรักของเธอ) ไม่อาจหาเงินมารักษา เขาจำใจปล่อยมือจากฝ่ายหญิงหวังให้เธอไปเจอคนที่ดีกว่า มีมี่ยอมจากลากันด้วยดีแต่เธอกลับไม่เคยมีรักใหม่ เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนของโรดอลโฟเจอมีมี่ป่วยหนักอยู่ริมถนน ทำให้ทั้งสองได้กลับมาปรับความเข้าใจก่อนมีมี่จะจากไปด้วยโรคร้าย
รอนนีคือภาพแทนของโลกโอเปรา ไม่เพียงเพราะเขาหลงใหลในโอเปราอย่างลึกซึ้ง จนถึงขั้นกล่าวว่าโอเปราเป็นหนึ่งในความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา หากแต่ตัวละครของเขาเองก็มีลักษณะความเป็น “โอเปรา” อย่างชัดเจน เขาเป็นคนที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อย่างรุนแรง แม้แต่การพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับลอเรตตา ก็ชวนให้นึกถึงฉากเปิดเรื่องของ La Bohème หากมองในจุดนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็คือภาพสะท้อนความรักระหว่างมีมี่และโรดอลโฟจาก La Bohème ในอีกหนึ่งยุคสมัย เพียงแต่คราวนี้พระนางของเราได้ลงเอยกันอย่างมีความสุข
สำหรับผู้ที่หลงใหลในเรื่องราวความรักของลอเรตตาและรอนนี หรือประทับใจกับบทเพลงจาก La Bohème ที่ถักทออยู่ตลอดทั้งเรื่อง การแสดง Opera Goes to Hollywood เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสผลงานอมตะของปุชชีนีในอีกมิติหนึ่ง ผ่านเสียงร้องของนักร้องโอเปราแนวหน้าระดับโลกจาก New York City Opera ร่วมกับวงออร์เคสตราระดับนานาชาติ ในค่ำคืนที่ภาพยนตร์และโอเปราจะมาบรรจบกันบนเวทีเดียวกันอย่างงดงาม
-รอบการแสดง-
วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2026 เวลา 19.00 น.
ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สามารถจองนี่ทั่งล่วงหน้าได้แล้ววันนี้
References:
10 Famous Opera Songs in Movies https://www.eno.org/discover-opera/articles/10-famous-opera-songs-in-movies/#mission
From Little Women to Family Guy, opera sets the scene in more Hollywood movies than you might think https://www.opera-now.com/content/features/the-top-11-opera-moments-in-film-and-tv
Opera Meets Film: How Pixar’s ‘Up’ Illuminates & Subverts ‘Carmen’s’ Habanera https://operawire.com/opera-meets-film-how-pixars-up-illuminates-subverts-carmens-habanera/
Opera Meets Film: ‘Mission Impossible: Rogue Nation’s’ ‘Turandot’ Sequence A Callback With Emotional Insight https://operawire.com/opera-meets-film-mission-impossible-rogue-nations-turandot-sequence-a-callback-with-emotional-insight/
Opera Meets Film: ‘The Godfather: Part III’s’ Operatic Structure As Reflected Through ‘Cavalleria Rusticana’ https://operawire.com/opera-meets-film-the-godfather-part-iiis-operatic-structure-as-reflected-through-cavalleria-rusticana/
The Story Behind Mascagni’s Cavalleria Rusticana https://www.classicfm.com/composers/mascagni/guides/story-behind-mascagnis-cavalleria-rusticana/
An Opera Fit for Hollywood https://www.operacolorado.org/blog/an-opera-fit-for-hollywood/
Opera Meets Film: Puccini’s ‘La Bohème’ As a Psychological Barometer in ‘Moonstruck’ https://operawire.com/opera-meets-film-puccinis-la-boheme-as-a-psychological-barometer-in-moonstruck/#google_vignette